หลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเผชิญกับต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นค่าวัตถุดิบ ค่าพลังงาน ค่าแรง หรือค่าขนส่ง ทำให้หลายโรงงานเริ่มกลับมาทบทวนทุกขั้นตอนของการทำงานเพื่อหาวิธีลดค่าใช้จ่ายโดยไม่กระทบต่อคุณภาพสินค้า
หนึ่งในจุดที่มักถูกมองข้ามคือ “ระบบปกป้องและจัดส่งสินค้า” แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของต้นทุนทั้งหมด แต่สำหรับธุรกิจที่มีการจัดส่งสินค้าทุกวัน ค่าใช้จ่ายด้านวัสดุแพ็คกิ้งสามารถสะสมเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่หลายคนคาดคิด ที่สำคัญ ต้นทุนไม่ได้เกิดจากราคาวัสดุเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงพื้นที่จัดเก็บ ความรวดเร็วในการทำงาน ความเสียหายระหว่างขนส่ง รวมไปถึงต้นทุนการเคลมสินค้าและการส่งสินค้าทดแทน ซึ่งล้วนเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยที่หลายองค์กรอาจไม่ทันสังเกต
ด้วยเหตุนี้ หลายโรงงานจึงเริ่มปรับแนวทางการเลือกวัสดุให้เหมาะกับลักษณะงานมากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกใช้กระดาษลูกฟูกและวัสดุสำหรับรัดยึดสินค้าสมัยใหม่เข้ามาช่วยลดต้นทุนรวมของกระบวนการจัดส่ง
วันนี้ทีมงาน ช. นคร แพ็คกิ้ง จะพาไปดูว่าการเลือกวัสดุให้เหมาะสมตั้งแต่ต้น สามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดความเสียหายระหว่างขนส่งได้อย่างไรบ้าง
ต้นทุนแพ็คกิ้งที่หลายโรงงานมองไม่เห็น
เมื่อพูดถึงการลดต้นทุน หลายคนมักให้ความสำคัญกับราคาวัสดุเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง ต้นทุนของงานแพ็คกิ้งมีรายละเอียดมากกว่านั้น
ตัวอย่างเช่น วัสดุที่ใช้พื้นที่จัดเก็บมากเกินความจำเป็น วัสดุที่ต้องสั่งหลายขนาดเพื่อรองรับสินค้าหลายประเภท หรือวัสดุที่ทำให้ขั้นตอนการแพ็คใช้เวลานานขึ้นกว่าที่ควร รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง ซึ่งอาจนำไปสู่ต้นทุนการเคลมสินค้าและการจัดส่งซ้ำ แม้ค่าใช้จ่ายแต่ละส่วนจะดูไม่สูงนัก แต่เมื่อรวมกันตลอดทั้งปี อาจกลายเป็นต้นทุนที่มากกว่าค่าวัสดุโดยตรงหลายเท่า
โรงงานจำนวนไม่น้อยกำลังจ่ายค่าวัสดุเกินความจำเป็น
ในหลายโรงงาน มักมีการใช้วัสดุแพ็คกิ้งหลายชนิดร่วมกันโดยไม่ได้ประเมินความจำเป็นอย่างละเอียด เช่น ใช้วัสดุรองสินค้า วัสดุกันกระแทก และวัสดุห่อหุ้มหลายชั้นในสินค้าชิ้นเดียว แม้จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจในระหว่างขนส่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยลดความเสียหายได้มากขึ้นเสมอไป บางครั้งกลับทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น ใช้พื้นที่จัดเก็บมากขึ้น และเพิ่มเวลาในการทำงานของพนักงาน
การเลือกวัสดุให้เหมาะกับลักษณะสินค้า น้ำหนัก และรูปแบบการขนส่ง จึงมักให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่าการเพิ่มวัสดุป้องกันเข้าไปเรื่อย ๆ โดยไม่จำเป็น
กระดาษลูกฟูก วัสดุเรียบง่ายที่ช่วยลดต้นทุนได้หลายด้าน
ปัจจุบัน กระดาษลูกฟูกไม่ได้ถูกนำมาใช้เพียงเพื่อผลิตกล่องเท่านั้น แต่ยังถูกประยุกต์ใช้เป็นวัสดุรองพื้น คั่นชิ้นงาน ห่อหุ้มสินค้า หรือเสริมความแข็งแรงให้บรรจุภัณฑ์ในหลากหลายอุตสาหกรรม
ข้อดีที่หลายโรงงานให้ความสำคัญคือสามารถตัดใช้งานได้ตามขนาดที่ต้องการ ช่วยลดเศษวัสดุที่เหลือทิ้ง และลดความจำเป็นในการจัดเก็บวัสดุหลายประเภทพร้อมกัน นอกจากนี้ยังจัดเก็บง่าย ใช้พื้นที่น้อย และรองรับการใช้งานกับสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงสินค้าสำหรับการส่งออก
ความแข็งแรงที่มากกว่าที่หลายคนคิด
หลายคนอาจมองว่ากระดาษลังเป็นวัสดุที่รับแรงกระแทกได้ไม่มากนัก แต่ในความเป็นจริง โครงสร้างลอนภายในถูกออกแบบมาเพื่อช่วยกระจายแรงกดและดูดซับแรงกระแทกโดยเฉพาะ เมื่อนำมาใช้ร่วมกับกล่องหรือพาเลท สามารถช่วยลดความเสียหายจากการซ้อนสินค้า การเคลื่อนย้ายด้วยรถโฟล์คลิฟท์ หรือแรงสั่นสะเทือนระหว่างการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับโรงงานที่มีสินค้าหลายขนาด การเลือกใช้วัสดุแบบม้วนยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน ลดภาระในการบริหารคลังสินค้า และช่วยควบคุมต้นทุนได้ง่ายขึ้น

การยึดสินค้าบนพาเลทที่ดี ช่วยลดความเสียหายได้มากกว่าที่คิด
สินค้าจำนวนไม่น้อยไม่ได้เสียหายเพราะบรรจุภัณฑ์ไม่แข็งแรง แต่เกิดจากการเคลื่อนตัวระหว่างการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นการยกเคลื่อนย้ายด้วยรถโฟล์คลิฟท์ การเรียงซ้อนบนรถบรรทุก หรือแรงสั่นสะเทือนระหว่างการเดินทาง ล้วนส่งผลให้สินค้าเกิดการขยับตัวได้ตลอดเวลา หากยึดสินค้าไม่เหมาะสม อาจทำให้พาเลทเอียง กล่องยุบ หรือสินค้าเสียหายก่อนถึงมือลูกค้า
ด้วยเหตุนี้ หลายองค์กรจึงให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัสดุสำหรับรัดยึดสินค้าให้เหมาะกับน้ำหนักและลักษณะการขนส่งมากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกใช้สายรัดพลาสติกที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน น้ำหนักเบา และรองรับการทำงานร่วมกับเครื่องรัดสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น ในหลายกรณี การใช้งานร่วมกับฟิล์มยืดพันพาเลทที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับสินค้าได้ดียิ่งขึ้นได้อีกด้วย
5 สัญญาณว่าถึงเวลาทบทวนต้นทุนงานแพ็คกิ้งในโรงงาน
หากธุรกิจกำลังเผชิญกับสถานการณ์ต่อไปนี้ อาจถึงเวลาที่ควรกลับมาทบทวนระบบแพ็คกิ้งอย่างจริงจัง
- สินค้าเสียหายระหว่างขนส่งบ่อยขึ้น
- ต้นทุนวัสดุต่อหน่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
- คลังสินค้าเริ่มมีพื้นที่ไม่เพียงพอ
- ใช้เวลาจัดเตรียมสินค้านานกว่าที่ควร
- ยอดจัดส่งเพิ่มขึ้น แต่กำลังคนเพิ่มตามไม่ทัน
ในหลายกรณี การปรับเปลี่ยนวัสดุเพียงบางส่วนสามารถช่วยลดต้นทุนรวมได้มากกว่าการต่อรองราคากับซัพพลายเออร์เสียอีก
ลดต้นทุนได้จริงเมื่อมองต้นทุนรวมทั้งระบบ
โรงงานที่ประสบความสำเร็จในการลดต้นทุนมักไม่ได้พิจารณาเฉพาะราคาซื้อวัสดุ แต่จะมองต้นทุนรวมตลอดกระบวนการทำงาน หรือ Total Packaging Cost ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ราคาวัสดุ ค่าแรงงาน พื้นที่จัดเก็บ ความรวดเร็วในการแพ็คสินค้า ความเสียหายระหว่างขนส่ง ไปจนถึงต้นทุนการเคลมสินค้าและการจัดส่งซ้ำ
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมดแล้ว หลายองค์กรจึงเลือกลงทุนกับวัสดุที่ช่วยลดต้นทุนรวมได้มากกว่า แม้ว่าราคาต่อหน่วยอาจไม่ได้ต่ำที่สุดก็ตาม
วัสดุที่เหมาะสม อาจช่วยลดต้นทุนได้มากกว่าการต่อรองราคา
หลายองค์กรให้ความสำคัญกับการต่อรองราคาสินค้าจากผู้จำหน่าย แต่ในความเป็นจริง การเลือกวัสดุให้เหมาะกับลักษณะงาน ไม่ว่าจะเป็นวัสดุป้องกันสินค้า หรือสายรัดสินค้าที่เหมาะกับน้ำหนักและรูปแบบการขนส่ง สามารถช่วยลดต้นทุนรวมได้มากกว่า
การทบทวนระบบแพ็คกิ้งเป็นระยะจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการลดค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาวอีกด้วย
ช. นคร แพ็คกิ้ง มีประสบการณ์ด้านวัสดุและอุปกรณ์สำหรับงานแพ็คกิ้งมากว่า 30 ปี พร้อมให้คำแนะนำในการเลือกใช้งานให้เหมาะกับธุรกิจแต่ละประเภท ตั้งแต่งานขนาดเล็กไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการจัดส่งสินค้าปริมาณมากในแต่ละวัน เพื่อช่วยให้ทุกการจัดส่งเป็นไปอย่างคุ้มค่า ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากที่สุด